| ดัชนีที่ใช้ประเมินสถานภาพสถานประกอบการ |
โครงการสร้างดัชนีชี้วัดสถานภาพและศักยภาพอุตสาหกรรมโดยพิจารณาจากดัชนีชี้วัด 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารต้นทุน (Cost Management Ratios) ซึ่งจะแสดงถึงสัดส่วนต้นทุน
ในการผลิตแต่ละรายการทั้งที่อยู่ในและนอกสายการผลิตเปรียบเทียบกับต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกิจการ ดัชนีนี้มีความสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตเนื่องจากเป็นตัวบ่งชี้ถึงต้นทุนประเภทต่าง ๆ ของกิจการซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับหรือควบคุมต้นทุนการผลิตส่วนเกินต้นทุนที่ไม่จำเป็นของกิจการได้ อย่างไรก็ตามการลดต้นทุนดังกล่าวจะต้องไม่ส่งผลลบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สำหรับดัชนีด้านการบริหารการเงิน (Financial Management Ratios) นั้นจะเป็นดัชนีที่ใช้ข้อมูลทางการเงินพิจารณาประสิทธิภาพในการทำกำไร สภาพคล่อง และความสามารถในการก่อหนี้ของกิจการโดยจะมีข้อจำกัดในเรื่องรอบระยะเวลาบัญชีและนโยบายทางบัญชีที่แตกต่างกัน ดังนั้นการวิเคราะห์ศักยภาพของสถานประกอบการจึงไม่ควรใช้ดัชนีด้านการบริหารการเงินเพียงลำพัง ดัชนีกลุ่มสุดท้ายคือ ดัชนีชี้วัดสถานภาพของสถานประกอบการ (Performance Ratios) หรือดัชนีวัดการเพิ่มผลผลิต (Productivity Ratios) โดยสามารถแบ่งดัชนีกลุ่มนี้ออกเป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ ดัชนีการเพิ่มผลผลิตเชิงคุณค่า (Value Productivity Ratios) และดัชนีการเพิ่มผลผลิตเชิงมูลค่าเพิ่ม (Value-added Productivity Ratios) สำหรับดัชนีการเพิ่มผลผลิตเชิงกายภาพ (Physical Productivity Ratios) ที่วัดผลผลิตในลักษณะปริมาณนั้น จะไม่นำมาใช้ประเมินกิจการเนื่องจากสเกลการวัดมีความหยาบและเหมาะสำหรับการประเมินหน่วยงานผลิต (Work station) มากกว่า
อนึ่ง การจัดสร้างดัชนีชี้วัดสถานภาพและศักยภาพอุตสาหกรรมดังกล่าว ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นในโครงการสร้างระบบประเมินวิเคราะห์สถานประกอบการภายใต้แผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งได้ชี้แนะและให้คำแนะนำในการสร้างสูตรคำนวณดัชนีต่าง ๆ โดยพิจารณาให้มีความเหมาะสมกับลักษณะของข้อมูลในประเทศไทย
ดัชนีด้านการบริหารต้นทุน (Cost Management Ratios) 
โครงสร้างต้นทุนของกิจการโดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในส่วนการผลิต (Production Cost) และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (Selling & Admin Expense) ซึ่งในส่วนของค่าใช้จ่ายในการผลิตยังสามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็นต้นทุนการผลิตทางตรงและต้นทุนการผลิตทางอ้อม การวัดดัชนีการบริหารต้นทุนจะเป็นการหาสัดส่วนในรายละเอียดของค่าใช้จ่ายดังกล่าวเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดของกิจการ ซึ่งผลจากการตีความหมายดัชนีดังกล่าวนี้สามารถใช้แยกประเภทของกิจการได้ตามสัดส่วนต้นทุนที่เกิดขึ้นได้ระดับหนึ่งนอกเหนือจากการวัดประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ดังจะกล่าวในลำดับต่อไป
ดัชนีด้านการบริหารต้นทุน (Cost Management Ratios) ตั้งแต่ข้อ 1 - 4 และ ข้อ 8 จะเป็นการพิจารณาในส่วนของต้นทุนการผลิตทางตรงเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดของกิจการ ต้นทุนการผลิตทางตรงจะมีผลต่อคุณภาพของสินค้าและมูลค่าเพิ่มของกิจการเพราะฉะนั้นการควบคุมต้นทุนการผลิตในส่วนนี้จะต้องใช้ความรอบคอบมากกว่าต้นทุนการผลิตในส่วนอื่น สำหรับข้อ 5 ถึงข้อ 7 จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนการผลิตทางอ้อมกับต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดของกิจการ ซึ่งการควบคุมต้นทุนในส่วนนี้จะทำได้ง่ายกว่าในส่วนแรก ข้อ 9 เป็นสัดส่วนของต้นทุนแรงงานทั้งหมดซึ่งจะรวมในส่วนสำนักงานเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดของกิจการ และตั้งแต่ข้อ 11 ถึงข้อ 18 จะเป็นสัดส่วนระหว่างค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดของกิจการ ความสำคัญของดัชนีในส่วนนี้จะบอกถึงความเข้มข้นของต้นทุนที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตของกิจการว่ามีน้ำหนักอยู่ที่ส่วนใด และสามารถแยกประเภทของกิจการได้ในระดับหนึ่ง เช่น ถ้า % of Production labor cost ratio มากกว่า % of Depreciation มาก ลักษณะของกิจการนั้นอาจเป็นกิจการที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor intensive) หรือถ้า % of Depreciation สูงมากอาจถือเป็นกิจการที่ใช้ทุนเข้มข้น (Capital intensive) หรือมีการลงทุนในเครื่องจักรค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามอาจต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วยเช่น อายุของเครื่องจักร นโยบายการตัดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร วันจดทะเบียนจัดตั้งกิจการ เป็นต้น นอกจากดัชนีในกลุ่มนี้จะบอกถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนทั้งต้นทุนการผลิตทางตรงและต้นทุนการผลิตทางอ้อมของกิจการแล้ว ความสำคัญอีกนัยหนึ่งคือทำให้ทราบถึงแนวโน้มของต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นในแต่ละอุตสาหกรรมว่ามีสัดส่วนแตกต่างกันอย่างไร สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายหรือปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนในกิจการโดยเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนั้น ๆ
% of Materials cost
เป็นดัชนีระหว่างค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร ซึ่งในอุตสาหกรรมการผลิต วัตถุดิบจะเป็นต้นทุนผันแปรรายการสำคัญในการผลิตและมีผลกระทบต่อมูลค่าเพิ่มของกิจการ หากดัชนีมีค่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แสดงว่ากิจการมีต้นทุนด้านวัตถุดิบสูง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการจัดหาวัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพหรือความเสียหายจากการจัดเก็บวัตถุดิบที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียวัตถุดิบไปในกระบวนการผลิตจำนวนมากหรืออาจเกิดจากความไม่มีประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตเอง หากดัชนีมีค่าน้อยแสดงว่ากิจการมีการบริหารวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจต้องพิจารณาร่วมกับดัชนีตัวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข่น Raw materials turnover หรือ Material cost to production value ratio |
| Materials cost ratio = |
ค่าวัตถุดิบ
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Purchased parts cost
เป็นดัชนีระหว่างค่าวัสดุสิ้นเปลืองซึ่งหมายถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ใช้สิ้นเปลืองและหมดไปในการผลิตในงวดนั้น ๆ กับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร ค่าวัสดุสิ้นเปลืองหรือค่าโสหุ้ยเป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถควบคุมได้และไม่ควรจะมีมากเกินค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเพราะถ้ามีมากเกินไปจะแสดงถึงการรั่วไหลของค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
| Purchased parts cost ratio = |
ค่าวัสดุสิ้นเปลือง
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Subcontracting cost
เป็นดัชนีระหว่างค่าจ้างเหมาจ่ายที่จ่ายให้กับหน่วยงานภายนอกเพื่อผลิตสินค้าสำเร็จรูปให้กิจการกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร ดัชนีนี้อาจมีส่วนช่วยตัดสินใจในการลงทุนเพิ่มของกิจการ กล่าวคือหากดัชนีมีค่าสูงกิจการอาจจะต้องพิจารณาว่าถ้ากิจการผลิตด้วยตนเองแทนการจ้างผลิต จะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ จำเป็นต้องขยายสายการผลิตหรือลงทุนในเครื่องจักรเพิ่มหรือไม่ เป็นต้น หรือในอีกลักษณะหนึ่งคือกิจการสามารถลดต้นทุนส่วนนี้ลงได้หรือไม่
| Subcontracting cost ratio = |
ค่าจ้างเหมาจ่ายที่จ้างหน่วยงานภายนอกผลิต |
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Production labor cost
เป็นดัชนีระหว่างค่าตอบแทนแรงงานทางตรงหรือเฉพาะในส่วนของโรงงานกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร ถ้าดัชนีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมจะส่งผลถึงประสิทธิภาพของกิจการในด้านอื่นได้ การวิเคราะห์ควรพิจารณาควบคู่กับ Amount of processing per employee เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานกับสัดส่วนต้นทุนแรงงานดังกล่าว สามารถชี้วัดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานของกิจการโดยเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังใช้วัดความเข้มข้นของการใช้แรงงานในกิจการได้
| Production labor cost ratio = |
ค่าตอบแทนแรงงานประจำ + ค่าตอบแทนแรงงานชั่วคราว
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Depreciation
เป็นดัชนีระหว่างค่าเสื่อมราคาอาคาร โรงงาน เครื่องจักร อุปกรณ์ในการผลิตกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร การวิเคราะห์ควรพิจารณาควบคู่กับ Efficiency of machinery investment เพราะหากกิจการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิตมากแต่ใช้ไม่เต็มที่ ก็จะส่งผลให้ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วยผลิตสูง และส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้นดัชนีนี้สามารถบอกถึงประเภทของกิจการได้ กล่าวคือถ้าดัชนีนี้มีค่าสูงกว่า % of Production labor cost นั่นแสดงว่าเป็นกิจการที่ใช้ความเข้มข้นของทุนในรูปของเครื่องจักรในการผลิต (Capital Intensive Industry) เป็นต้น
| Depreciation ratio = |
ค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงาน เครื่องจักร อุปกรณ์ในการผลิต
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Rent
เป็นดัชนีระหว่างค่าเช่าอาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร หากดัชนีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม กิจการจะต้องหันมาทบทวนนโยบายการลงทุนใหม่ระหว่างการลงทุนเพิ่มในอาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตกับเงินที่เสียไปในรูปของค่าเช่า ซึ่งจะต้องมีปัจจัยต่างๆ เข้ามาร่วมในการพิจารณาด้วย เช่น กลยุทธ์ของกิจการในระยะยาว ภาวะและแนวโน้มอุตสาหกรรม สภาพคล่องของกิจการ ความสามารถในการก่อหนี้ และความสามารถในการทำกำไรของกิจการ เป็นต้น
| Rent ratio = |
ค่าเช่าอาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Maintenance cost
เป็นดัชนีระหว่างค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรประจำปี ซึ่งหมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ใช้เพื่อซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาเครื่องจักรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่รวมค่าซ่อมแซมเครื่องจักรที่เกิดขึ้นโดยมีผลให้เครื่องจักรสามารถใช้งานได้อีกเป็นเวลานานกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร การวิเคราะห์ควรพิจารณาควบคู่กับ Efficiency of machinery investment เพราะถ้าดัชนีนี้มีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมในขณะที่ Efficiency of machinery investment สูงด้วย Maintenance cost ที่เกิดขึ้นอาจมีส่วนช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการ คือช่วยให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพตาม capacity ในทางตรงข้ามหากเกิดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากในขณะที่ไม่เกิดการเพิ่มผลผลิตตาม อาจต้องพิจารณาว่าเครื่องจักรเก่าเกินไปและจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ รวมไปถึงความรู้ความเข้าใจของผู้ใช้เครื่องจักรหรือผู้บำรุงรักษา เป็นต้น
| Maintenance cost ratio = |
ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรประจำปี
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Utility & energy cost
เป็นดัชนีระหว่างค่าพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้า น้ำประปา น้ำมันเตา ถ่านหิน และอื่น ๆ กับต้นทุนที่เกิดขึ้นของ กิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร ในอุตสาหกรรมหนักค่าพลังงานจะเป็นค่าใช้จ่ายทางตรงที่ค่อนข้างสูงและมีผลกระทบต่อมูลค่าเพิ่มของกิจการเช่นกัน หากดัชนีมีค่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แสดงว่ากิจการมีการใช้พลังงานสิ้นเปลือง ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการใช้เครื่องจักรอย่างไม่ถูกวิธี ก่อให้เกิดการสูญเสียในกระบวนการผลิตสูง หรือกระบวนการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้มีงาน Rework ที่ต้องนำกลับไปผลิตใหม่ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้กิจการมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
| Utility & energy cost ratio = |
ค่าไฟฟ้า น้ำประปา และเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิต
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Total labor cost
เป็นดัชนีระหว่างค่าตอบแทนแรงงานและค่าสวัสดิการต่างๆ ของกิจการทั้งหมดกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงาน และผู้บริหาร ผลต่างระหว่าง % of Total labor cost กับ % of Production labor cost จะเป็นดัชนีในส่วนของค่าแรงงานทางอ้อมหรือในส่วนของสำนักงานเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ดัชนีนี้สามารถใช้พิจารณาถึงความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานของกิจการและกำหนดนโยบายค่าจ้างแรงงานของกิจการ การวิเคราะห์ควรพิจารณาควบคู่กับ % of Amount of processing per employee เพราะค่าตอบแทนแรงงานคือส่วนแบ่งที่แรงงานได้รับจากมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในกิจการ หากดัชนี % of Total Labor cost สูง ในขณะที่ % of Amount of processing per employee ต่ำ นั่นแสดงถึงมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในกิจการถูกจัดสรรไปสู่แรงงานมากเกินไป ซึ่งจะมีผลทำให้ส่วนของการดำเนินงานหรือส่วนที่เจ้าของทุนได้รับต่ำ
| Total labor cost ratio = |
ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Total manufacturing cost
เป็นดัชนีระหว่างต้นทุนที่เกิดขึ้นในส่วนผลิตทั้งหมดทั้งในส่วนของต้นทุนทางตรงและ
ต้นทุนทางอ้อมเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร ดัชนีนี้จะให้ภาพกว้าง ๆ ของกิจการเปรียบเทียบระหว่างสัดส่วนต้นทุนที่ใช้ในการผลิตและต้นทุนในส่วนการขายและบริหาร เพื่อใช้เปรียบเทียบกับ
ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมและเพื่อกำหนดเป็นนโยบายค่าจ้างแรงงานต่อไป เมื่อพิจารณาควบคู่กับ Personal expense to amount of processing ratio
และ Salaries & allowance for director & officers จะสามารถบอกถึงประสิทธิภาพแรงงานของกิจการได้
| Total manufacturing cost ratio = |
ต้นทุนการผลิต
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน
|
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Salaries & allowance for director and officers
เป็นดัชนีระหว่างค่าตอบแทนแรงงานทางอ้อมกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด
ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร การวิเคราะห์ควรพิจารณาควบคู่กับ % of Amount of processing per employee, Total manufacturing cost และ Personal expense to amount of processing ratio
| Salaries & allowance = |
ค่าตอบแทนแรงงานในสำนักงานและผู้บริหาร
|
|
for director & officers ratio |
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน
|
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Freight paid
เป็นดัชนีระหว่างค่าขนส่งซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่งและค่าหีบห่อที่บรรจุสินค้าสำเร็จรูปที่มีไว้เพื่อขายไปยังผู้ซื้อหรือผู้บริโภคโดยที่ยังไม่ได้รวมค่าขนส่งนั้นในมูลค่าสินค้าที่ขายเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร ดัชนีนี้ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมแสดงถึงการบริหาร Supply chain ที่ไม่มีประสิทธิภาพของกิจการ ดัชนีนี้จะช่วยกิจการในเรื่องการวางแผนการตลาดหาช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นที่มีต้นทุนต่ำลง เช่น E-Commerce เป็นต้น
| Freight paid rate = |
ค่าขนส่ง
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Promotion expense
เป็นดัชนีระหว่างค่าใช้จ่ายด้านการขายและการตลาดกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร การวิเคราะห์ควรพิจารณาควบคู่กับ Amount of processing ratio
| % Promotion cost = |
ค่าใช้จ่ายในด้านการขายและการตลาด
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Interest expense
เป็นดัชนีระหว่างค่าดอกเบี้ยและส่วนลดจ่ายกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร ถ้าดัชนีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม จะส่งผลถึงความสามารถในการก่อหนี้ของกิจการในอนาคตและสภาพคล่องของกิจการได้ การพิจารณาควรพิจารณาควบคู่กับดัชนีด้านการบริหารการเงิน (Financial Management Ratios)
| Interest expense ratio = |
ดอกเบี้ยและส่วนลดจ่าย
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Office depreciation
เป็นดัชนีระหว่างค่าเสื่อมราคาอาคารสำนักงานและอุปกรณ์สำนักงานกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร หากกิจการลงทุนในอุปกรณ์ต่าง ๆ มากเกินไป ก็จะส่งผลให้ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วยผลิตสูง และส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นด้วยและที่สำคัญต้นทุนในส่วนสำนักงานไม่มีส่วนช่วยในการผลิตไม่เหมือนกับในส่วนของโรงงาน เพราะฉะนั้นดัชนีนี้ของกิจการไม่ควรมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและไม่ควรมากกว่าค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรอุปกรณ์cost ในส่วนของโรงงานด้วย
| Office depreciation ratio = |
ค่าเสื่อมราคาอาคารและอุปกรณ์สำนักงาน
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Tax & other public charges
เป็นดัชนีระหว่างภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่จ่ายให้รัฐบาลกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงาน และผู้บริหาร การจัดสรรภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการดำเนินงาน เป็นส่วนที่รัฐบาลจะได้รับหลังหักส่วนของพนักงานและเจ้าหนี้เงินกู้แล้ว
| Tax & other public charges ratio = |
ภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่จ่ายให้รัฐบาล
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of R&D expense
เป็นดัชนีระหว่างค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนากับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการ ซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มความแตกต่าง ในตัวสินค้า การวิเคราะห์ควรพิจารณาควบคู่กับ Amount of processing ratio โดยควรพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หรือเปรียบเทียบค่า Amount of processing ratio ระหว่างก่อนและหลังมีการวิจัยและพัฒนา
| R&D expense ratio = |
ค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนา
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
% of Total selling & admin expense
เป็นดัชนีระหว่างค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในส่วนของการขายและบริหารทั้งหมดซึ่งรวมไปถึงค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหารเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นของกิจการทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าตอบแทนแรงงานรวมทั้งสถานประกอบการซึ่งจะรวมคนงานในโรงงาน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานและผู้บริหาร ซึ่งค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายหลักตัวหนึ่งที่สามารถควบคุมได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม การขาย ค่าเช่าสำนักงาน ตลอดจนค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้าในสำนักงาน เป็นต้น หากดัชนีนี้มีค่าน้อยแสดงถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ หากดัชนีมีค่าสูง แสดงถึงจุดรั่วไหลของค่าใช้จ่ายและจะสะท้อนไปที่ผลประกอบการของกิจการให้ต่ำลงไปด้วย
| Total selling & admin expense = |
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร+ค่าตอบแทนในส่วนสำนักงานและผู้บริหาร
|
|
ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงาน |
|
รวมทั้งสถานประกอบการ (แรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม) |
ดัชนีด้านการบริหารการเงิน ( Financial Management Ratios )
ดัชนีด้านการบริหารการเงินเป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินฐานะการเงิน ประสิทธิภาพ และความสามารถในการทำกำไรของกิจการ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่วัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios) กลุ่มวัดความสามารถในการใช้สินทรัพย์ (Activity Ratios) กลุ่มวัดสภาพคล่อง (Liquidity Ratios) และกลุ่มวัดความสามารถในการก่อหนี้ (Leverage Ratios) ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน การวิเคราะห์จึงไม่สามารถใช้ดัชนีเพียงตัวเดียวเพราะฉะนั้นการมีดัชนีการบริหารการเงินที่ละเอียดจะให้ภาพที่ชัดเจนในการวิเคราะห์มากขึ้น อย่างไรก็ตามดัชนีทางการเงินมีข้อจำกัดในตัวเองอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่น นโยบายทางบัญชี วิธีการประเมินค่าสินทรัพย์ การตัดค่าใช้จ่าย และสิ่งที่ต้องพึงระวังคือตัวเลขที่ได้จากดัชนีทางการเงินเพียงปีเดียวไม่ได้ให้ความหมายอะไรมากนัก แต่ถ้าสามารถศึกษาดัชนีเฉพาะจุดต่อเนื่องกันหลาย ๆ ปีจะสามารถบอกแนวโน้มได้ และที่สำคัญที่สุดคืองบการเงินที่ใช้วิเคราะห์เป็นงบการเงินในอดีต ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ผลการวิเคราะห์ที่ได้จึงเป็นแค่เครื่องมือชี้แนะส่วนที่ควรจะเป็นแต่ไม่ได้รับประกันว่าจะต้องเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
กลุ่มที่วัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios)
Operating profit to management capital ratio
เป็นดัชนีระหว่างกำไรที่เกิดจากการดำเนินกิจการในรูปของการขายสินค้าและบริการไม่รวมรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เช่น รายได้ค่าเช่าจากที่ดิน รายได้จากการขายสินทรัพย์ ดอกเบี้ยรับ หรือกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของสินทรัพย์ต้นงวดและปลายงวดเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการข้างต้น กล่าวคือจะไม่รวมเงินลงทุนในระยะสั้น เช่น เงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือลงทุนในตราสารทางการเงินที่ครบกำหนดภายใน 1 ปี ไม่รวมเงินลงทุนในกิจการอื่น ๆ ระยะยาวซึ่งถือว่ามิใช่การลงทุนที่เกิดขึ้นตามปรกติของกิจการรวมไปถึงอาคารและสิ่งก่อสร้างที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพราะยังไม่สามารถก่อให้เกิดรายได้ของกิจการ การใช้ค่าเฉลี่ยจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากรายการระหว่างปีไม่ให้ตัวเลขที่เกิดขึ้นมีมูลค่าสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงมากนัก ดัชนีนี้แสดงถึงผลตอบแทนจากการลงทุน หรือสินทรัพย์ทุนที่ลงทุนไปในการดำเนินงาน สามารถนำมาสร้างกำไรกลับคืนมาให้กิจการได้คุ้มค่ามากน้อยเพียงไร หากค่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แสดงว่าสินทรัพย์ทุนที่ใช้ในการดำเนินงานไม่สามารถสร้างกำไรในอัตราที่เหมาะสมกลับคืนมายังกิจการ ดังนั้นกิจการอาจต้องพิจารณาลดการลงทุนในส่วนที่ไม่จำเป็นลง
| Operating profit to management capital ratio = |
Operating profit
|
|
Management capital |
| โดยที่ Operating profit = |
(รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายในสภาพเดิม + |
|
รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น) - (ต้นทุนการผลิต +ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + |
|
ค่าตอบแทนแรงงานทั้งสถานประกอบการ) |
| Management capital = |
( สินทรัพย์รวม - เงินลงทุนระยะสั้น - เงินลงทุนระยะยาวในกิจการอื่น - อาคารและ
|
|
สิ่งก่อสร้างที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง) ต้นงวด + (สินทรัพย์รวม - เงินลงทุนระยะสั้น - เงินลงทุนระยะยาวใน |
|
กิจการอื่น - อาคารและสิ่งก่อสร้างที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง)
ปลายงวด |
|
|
|
2
|
Operating profit to sales ratio
เป็นดัชนีระหว่างกำไรที่เกิดจากการดำเนินกิจการในรูปของการขายสินค้าและบริการไม่รวมรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เช่น รายได้ค่าเช่าจากที่ดิน รายได้จากการขายสินทรัพย์ ดอกเบี้ยรับ หรือกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเปรียบเทียบกับยอดขาย เป็นดัชนีวัดความสามารถในการทำกำไรโดยพิจารณาจากยอดขาย หรือ profit margin ของกิจการ ถ้าดัชนีนี้มีค่าสูง แสดงว่ากิจการมีระบบการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ หรืออาจพิจารณาร่วมกับ Gross profit to sales ratio กล่าวคือ ถ้า Operating profit to sales ratio มีค่าต่ำ ในขณะที่ Gross profit to sales ratio มีค่าสูง แสดงว่ากิจการมีปัญหาในส่วนของการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและหรือในส่วนของค่าตอบแทนแรงงาน
| Operating profit to sales ratio = |
Operating profit
|
|
Sales
|
| โดยที่ Operating profit = |
(รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายในสภาพเดิม + |
|
รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น) - (ต้นทุนการผลิต +ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + |
|
ค่าตอบแทนแรงงานทั้งสถานประกอบการ) |
| Sales = |
รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายในสภาพเดิม + |
|
รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น |
Ordinary profit to net worth ratio
เป็นดัชนีระหว่างกำไรที่เกิดขึ้นทั้งหมดของกิจการซึ่งจะรวมกำไรที่เกี่ยวข้องจากการดำเนินกิจการโดยตรงและกำไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของส่วนของเจ้าของต้นงวดและปลายงวด เป็นการวัดความสามารถในการหาผลตอบแทนของกิจการจากเงินลงทุนเฉพาะส่วนของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นว่าได้มากน้อยเพียงใด หรือเป็นการวัดประสิทธิภาพในการทำกำไรเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนทุน กล่าวคือผลตอบแทนจากการลงทุนของผู้ถือหุ้น คือผลตอบแทนในส่วนของเจ้าของที่ได้รับจากการลงทุนในกิจการ ดังนั้นจึงเป็นดัชนีที่มีความสำคัญใช้พิจารณาร่วมกับการจัดหาเงินทุนในรูปการก่อหนี้ (Leverage Ratio) เช่น หากดัชนีมีค่าน้อยกว่าอุตสาหกรรม แสดงว่าผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนต่ำ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการจัดสัดส่วนการลงทุนที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้ส่วนของทุนมากกว่าส่วนของหนี้ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า และสำหรับในกิจการขนาดเล็กหรือเจ้าของคนเดียว ส่วนของทุนจะหมายถึงเจ้าของกิจการ (Owner) การพิจารณาในกรณีนี้ควรพิจารณาร่วมกับ Operating profit to management capital ratio จะได้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
| Ordinary profit to net worth ratio = |
Ordinary profit
|
|
Net worth
|
| โดยที่ Operating profit = |
รวมรายรับ - (ต้นทุนการผลิต +ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + |
|
ค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน + *ค่าตอบแทนแรงงานทั้งสถานประกอบการ) |
| Net worth = |
(ส่วนของเจ้าของต้นงวด + ส่วนของเจ้าของปลายงวด) |
|
|
|
2 |
*ค่าตอบแทนแรงงานจะรวมค่าจ้างเงินเดือน ค่าล่วงเวลา โบนัส ค่าครองชีพ และสวัสดิการอื่น ๆ
Ordinary profit to total liabilities and net worth ratio
ดัชนีนี้เป็นการวัดอัตราผลตอบแทนของกำไรหลังหักดอกเบี้ยและภาษีเปรียบเทียบกับแหล่งที่มาของเงินทุนของกิจการ เป็นการวัดประสิทธิภาพในการดำเนินงานของฝ่ายจัดการหรือพูดอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการวัดประสิทธิภาพการทำกำไรเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ของกิจการ หากดัชนีมีค่าน้อยกว่าอุตสาหกรรมอาจหมายถึงกิจการมีการใช้แหล่งเงินทุนไม่เหมาะสม มีต้นทุนสูงเกินกว่ากำไรที่เกิดขึ้น อาจต้องพิจารณาหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ หรืออาจเป็นเพราะมีการลงทุนในสินทรัพย์มากเกินไปหรือปัญหาอาจมาจากตัว Ordinary profit เองที่มีรายรับน้อยเกินไปหรือมีต้นทุนในส่วนอื่นมากเกินไป ดังนั้นการตีความหมายของดัชนีนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง โดยจะต้องพิจารณาร่วมกับ Ordinary profit to own capital ratio หรือ Fixed asset turnover หรือ Cost management ratios ในรายการที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปด้วย
| Ordinary profit to total liabilities and net worth = |
Ordinary profit
|
|
Total liabilities and net worth |
| โดยที่ Ordinary profit = |
รวมรายรับ - (ต้นทุนการผลิต +ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ |
|
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน + ค่าตอบแทนแรงงานทั้งสถานประกอบการ) |
| Total liabilities and net worth = |
(หนี้สินรวม + ส่วนของเจ้าของรวม) ต้นงวด+ (หนี้สินรวม + ส่วนของเจ้าของรวม)ปลายงวด |
|
|
|
2 |
Gross profit to sales ratio
อัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายเป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรแบบหนึ่งโดยพิจารณาจากส่วนต่างของยอดขายกับต้นทุนขาย หากดัชนีมีค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมแสดงว่ากิจการมีความสามารถในการควบคุมต้นทุนขายได้ดี ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นต่อหน่วยสูง ดัชนีนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนการผลิต การทำกำไรจากยอดขายนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงการวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาหรือการเปลี่ยนแปลงของปริมาณขาย กล่าวคือ เป็นอัตราส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นของกิจการโดยที่ยังไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ
| Gross profit to sales ratio = |
Gross profit
|
|
Sales |
| โดยที่ Gross profit = |
(รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมา |
|
จำหน่ายในสภาพเดิม + รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น) - |
|
(ต้นทุนการผลิต +ค่าตอบแทนแรงงานประจำของโรงงาน + ค่าตอบแทนแรงงานชั่วคราวของโรงงาน) |
| Sales = |
(รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายในสภาพเดิม + |
| รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น) |
Ordinary profit to total revenue ratio
ดัชนีนี้แสดงถึงกำไรของกิจการหลังหักดอกเบี้ยและภาษีเปรียบเทียบกับยอดรายรับทั้งหมด เป็นการวัด profit margin อีกรูปแบบว่ากำไรที่เกิดขึ้นเป็นสัดส่วนเท่าไรกับรายรับทั้งหมดที่เข้ามาในกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง หากดัชนีมีค่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แสดงว่ากิจการนั้นสามารถบริหารค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางตรงข้ามหากดัชนีมีค่าต่ำซึ่งอาจเกิดจากรายได้ของกิจการลดลงหรือกิจการมีรายการต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การหาสาเหตุจำเป็นต้องใช้ดัชนีที่เกี่ยวข้อง เช่น ดัชนีด้านการบริหารต้นทุนร่วมพิจารณาในลำดับต่อไป
| Ordinary profit to total revenue ratio = |
Ordinary profit
|
|
Total revenue |
|
โดยที่ Ordinary profit = |
รวมรายรับ - (ต้นทุนการผลิต +ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ |
| ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน + ค่าตอบแทนแรงงานทั้งสถานประกอบการ) |
| Total revenue = |
รวมรายรับ |
Management capital turnover
เป็นการวัดประสิทธิภาพการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกิจการว่ากิจการได้ใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ สามารถสร้างยอดขายได้เต็มที่หรือไม่ หรือเป็นการวัดว่าการลงทุนในสินทรัพย์มีความสอดคล้องกับยอดขายหรือไม่ หากดัชนีมีค่าน้อย แสดงว่ากิจการอาจมีการลงทุนในสินทรัพย์มากเกินไปหรือกิจการอาจใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ต่าง ๆ ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพควรพิจารณาตัดทอนสินทรัพย์ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ลง หรือหาแนวทางในการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้มากขึ้น รวมทั้งต้องพิจารณาว่าจะหาแนวทางในการสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้อีกหรือไม่ เป็นต้น
| Management capital turnover =
|
Sales
|
|
Management capital
|
| โดยที่ Sales = |
รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายในสภาพเดิม + |
|
รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น |
| Management capital = |
(สินทรัพย์รวม - เงินลงทุนระยะสั้น - เงินลงทุนระยะยาวในกิจการอื่น - อาคาร |
| และสิ่งก่อสร้างที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง) ต้นงวด + (สินทรัพย์รวม - เงินลงทุนระยะสั้น - |
| เงินลงทุนระยะยาวในกิจการอื่น - อาคารและสิ่งก่อสร้างที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง) ปลายงวด |
|
|
|
2 |
Selling and administrative expenses to sales ratio
ดัชนีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย แสดงถึงค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายให้แก่พนักงานและค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหารเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขาย ถ้าดัชนีนี้มีค่าต่ำจะดี เพราะแสดงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายหนึ่งหน่วย หากดัชนีมีค่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอาจหมายถึงกิจการลงทุนในค่าใช้จ่ายส่วนการขายและบริหารมากเกินไป หรืออาจเป็นที่ราคาขายต่ำเกินไปหรือไม่ แนวทางหนึ่งของการเพิ่มค่าดัชนีนี้คือการสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มราคาสินค้าหรือปริมาณขาย ซึ่งทำได้ยากกว่าการบริหารหรือควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารถือเป็นค่าใช้จ่ายหลักตัวหนึ่งที่สามารถควบคุมได้ ค่าดัชนีที่มีค่าสูงแสดงถึงจุดรั่วไหลของค่าใช้จ่ายและจะสะท้อนไปในทางเดียวกับดัชนีที่แสดงความสามารถในการทำกำไรของกิจการให้ต่ำลงด้วยเช่นกัน
| Selling and administrative expenses to sales ratio = |
Selling & admin exp.
|
|
Sales |
| โดยที่ Selling & admin exp.= |
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าตอบแทนแรงงานนอกสายการผลิต |
| Sales = |
รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่าย |
| ในสภาพเดิม + รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น |
Selling expenses to sales ratio
ดัชนีนี้จะคล้ายกับ Selling and administrative expenses to sales ratio แตกต่างกันเพียงพิจารณาเพียงค่าใช้จ่ายในการขายและการตลาดเพียงอย่างเดียวว่าเป็นสัดส่วนเท่าไรเมื่อเทียบกับรายได้จากการขายสินค้าและบริการ การพิจารณาดัชนีนี้ควรพิจารณาร่วมกับอัตราการเติบโตของยอดขายของกิจการว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
| Selling expenses to sales ratio = |
Selling expense
|
|
Sales |
| โดยที่ Selling exp. = |
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร |
| Sales = |
รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่าย |
|
ในสภาพเดิม + รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น |
กลุ่มวัดความสามารถในการใช้สินทรัพย์ (Activity Ratios)
Fixed assets turnover
อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร คือการวัดประสิทธิภาพของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของกิจการ โดยวัดว่าสินทรัพย์ถาวรที่กิจการใช้ในการดำเนินงานสามารถสร้างยอดขายกลับมายังกิจการได้กี่เท่า ดังนั้นหากดัชนีมีค่าน้อย ก็อาจเกิดขึ้นเนื่องจากลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่มากเกินไปไม่เหมาะสมกับยอดขาย การพิจารณาประสิทธิภาพการหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวรดังกล่าว สามารถแยกพิจารณาในแต่ละรายการของสินทรัพย์ถาวรเพิ่มเติมได้ เช่น อัตราการหมุนเวียนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ คือการวัดถึงประสิทธิภาพการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ หากดัชนีมีค่าน้อย แสดงว่ากิจการมีการใช้เครื่องจักรไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ มากเกินไป อัตราการหมุนเวียนของที่ดินคือการวัดประสิทธิภาพของการลงทุนในที่ดิน หากดัชนีมีค่าน้อย แสดงว่ากิจการอาจจะลงทุนในที่ดินมากเกินไป ซึ่งเกิดจากการตั้งโรงงานในทำเลที่ดินที่มีราคาแพงแต่สามารถชดเชยได้ด้วยค่าขนส่งที่ต่ำหรือการซื้อที่ดินเพื่อรองรับการขยายงานในอนาคต และอัตราการหมุนเวียนของอาคารโรงงาน คือการวัดประสิทธิภาพของการลงทุนในอาคาร โรงงาน หากดัชนีมีค่าน้อย แสดงว่ากิจการลงทุนในอาคารโรงงานมากเกินไปหรือใช้เนื้อที่ของโรงงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การจัดเก็บสินค้าคงเหลือจำนวนมาก เป็นต้น ทั้งนี้การวัดควรพิจารณาประกอบกับดัชนีประสิทธิภาพการลงทุนในสินทรัพย์ (Management capital turnover) ด้วย
| Fixed assets turnover = |
Sales
|
|
Fixed assets |
| โดยที่ Sales = |
รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมา |
|
จำหน่ายในสภาพเดิม + รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น |
|
Fixed assets = |
(สินทรัพย์ระยะยาวต้นงวด + สินทรัพย์ระยะยาวปลายงวด ) |
|
|
|
2 |
Accounts receivables turnover
อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ แสดงถึงระดับของการลงทุนในลูกหนี้ของกิจการถัวเฉลี่ยเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขาย สามารถวัดประสิทธิภาพของนโยบายการจัดเก็บหนี้ของกิจการ กล่าวคือ หากดัชนีตัวนี้มีค่าน้อยแสดงว่ากิจการมียอดลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับจำนวนมาก หรือกิจการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อจำนวนมาก หรือมีนโยบายการจัดเก็บหนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งดัชนีดังกล่าวสามารถนำไปคำนวณหาระยะเวลาในการจัดเก็บหนี้ของกิจการซึ่งจะให้ภาพที่ชัดเจนกว่าโดยแปลงจำนวนครั้งที่ได้ให้เป็นวันซึ่งจะใช้ 365 วัน หรือ 360 วัน ขึ้นอยู่กับกำหนดว่าจะใช้จำนวนใด โดยสามารถพิจารณาร่วมกับ payable turnover เพื่อเปรียบเทียบในส่วนของเจ้าหนี้การค้าของกิจการ
| Accounts receivables turnover = |
Sales |
|
(Note receivable + Accounts receivable)
|
| โดยที่ Sales = |
รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายในสภาพเดิม + |
|
รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น |
| Note receivable+Accounts receivable = |
(ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับต้นงวด+ ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับปลายงวด) |
|
|
|
2 |
Payables turnover
อัตราการหมุนเวียนของเจ้าหนี้ แสดงถึงระดับของหนี้สินทางการค้าของกิจการเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขาย หากดัชนีตัวนี้มีค่าน้อยแสดงว่ากิจการมีการซื้อวัตถุดิบสินค้าเป็นเงินเชื่อจำนวนมาก กิจการมีเครดิตทางการค้าที่ดี แต่ต้องระวังไม่ให้มากเกินไปและโดยทั่วไปจะสอดคล้องกับ Account receivable turnover ด้วย ซึ่งดัชนีดังกล่าวสามารถนำไปคำนวณหาระยะเวลาในการชำระหนี้ของกิจการได้และจะให้ภาพที่ชัดเจนมากขึ้น การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาในการจัดเก็บหนี้และระยะเวลาในการชำระหนี้ของกิจการจะสามารถบอกสภาพคล่องของกิจการได้ด้วย
| Payables turnover = |
(รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายใน |
|
สภาพเดิม + รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น) |
|
|
(เจ้าหนี้การค้า ต้นงวด+ เจ้าหนี้การค้า ปลายงวด) |
|
|
|
2 |
Inventory turnover
อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ คือการวัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงเหลือของกิจการ หากดัชนีมีค่าต่ำ แสดงว่ากิจการมีสินค้าคงเหลือซึ่งประกอบด้วยวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิตและสินค้าสำเร็จรูปเป็นจำนวนมาก ซึ่งสินค้าเหล่านี้ยังไม่สามารถหมุนเวียนสร้างเป็นยอดขายให้แก่กิจการได้ ถือเป็นการวัดประสิทธิภาพการขายของกิจการได้รูปแบบหนึ่ง อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือที่ต่ำยังบอกนัยของต้นทุนจมที่กิจการเผชิญในการจัดเก็บสินค้าคงเหลือ อย่างไรก็ตามตัวเลขที่สูงเกินไปก็อาจแสดงถึงการสูญเสียโอกาสในการสร้างยอดขายเนื่องจากมีการบริหารสินค้าคงเหลือที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบควรใช้ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบ นอกจากนี้ ดัชนีดังกล่าวสามารถนำไปวิเคราะห์แยกออกเป็นส่วน ๆ ได้อีกตามรายละเอียดในแต่ละรายการ เช่น ดัชนีอัตราการหมุนเวียนของสินค้าสำเร็จรูป อัตราการหมุนเวียนของสินค้าระหว่างผลิต และอัตราการหมุนเวียนของวัตถุดิบ
| Inventory turnover = |
(รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายใน |
|
สภาพเดิม + รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น) |
|
|
(สินค้าคงคลังรวมต้นงวด+ สินค้าคงคลังรวม ปลายงวด) |
|
|
|
2 |
Raw materials turnover
อัตราการหมุนเวียนของวัตถุดิบ คือการวัดประสิทธิภาพการจัดการวัตถุดิบสามารถใช้วัดประสิทธิภาพการบริหารการผลิตของผู้ผลิตได้ระดับหนึ่ง กล่าวคือ หากดัชนีมีค่าต่ำ แสดงว่ากิจการมีการสต็อกวัตถุดิบจำนวนมาก แสดงถึงการวางแผนการผลิตไม่มีประสิทธิภาพ การที่ดัชนีมีค่าต่ำอาจเป็นเพราะมีสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นสามารถพิจารณาร่วมกับอัตราการหมุนเวียนของสินค้าสำเร็จรูป ดัชนีนี้ไม่ควรมีค่าสูงหรือต่ำเกินไป ระดับของอัตราการหมุนเวียนของวัตถุดิบที่เหมาะสมคือระดับที่มีวัตถุดิบไม่เกินความต้องการในการผลิต อย่างไรก็ตามการพิจารณาส่วนนี้ควรคำนึงถึงแหล่งวัตถุดิบที่กิจการสั่งซื้อด้วย หากแหล่งวัตถุดิบอยู่ไกลจากโรงงาน อาจต้องสำรองวัตถุดิบไว้จำนวนหนึ่ง
| Raw material turnover = |
(รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายใน |
|
สภาพเดิม + รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น)
|
|
|
(สินค้าคงคลังรวมต้นงวด+ สินค้าคงคลังรวม ปลายงวด) |
|
|
|
2 |
Goods in process turnover
อัตราการหมุนเวียนของสินค้าระหว่างผลิต คือการวัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าระหว่างผลิตของกิจการ หากดัชนีมีค่าต่ำ แสดงถึงกิจการมีการสต็อกสินค้าระหว่างผลิตจำนวนมาก ซึ่งสินค้าดังกล่าวยังไม่สามารถขายออกไปได้ เนื่องจากยังผลิตไม่เสร็จ ทำให้เกิดเงินลงทุนจมเช่นเดียวกัน สาเหตุที่กิจการมีการสต็อกสินค้าระหว่างผลิตจำนวนมาก อาจเกิดจากการวางแผนการผลิตที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกิจการควรไปปรับปรุงสายการผลิตให้ดีขึ้น โดยอาจนำเทคนิคต่าง ๆ ทางการผลิตเข้ามาช่วย เช่น ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just in time)
|
Goods in process turnover = |
(รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายใน |
|
สภาพเดิม + รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น) |
|
|
( (สินค้าระหว่างผลิต ต้นงวด+ สินค้าระหว่างผลิต ปลายงวด) |
|
|
|
2 |
Product turnover
อัตราการหมุนเวียนของสินค้าสำเร็จรูป คือการวัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าสำเร็จรูปของกิจการ หากดัชนีมีค่าต่ำ แสดงว่ากิจการมีการสต็อกสินค้าสำเร็จรูปจำนวนมาก แต่สินค้านั้นยังไม่สามารถขายออกไปได้ ซึ่งอาจเกิดจากสินค้าล้าสมัย ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด หรือกิจการผลิตไว้ก่อนมีคำสั่งซื้อเข้ามา ซึ่งทำให้เงินลงทุนจมเช่นกัน
|
Product turnover = |
(รายได้จากการขายสินค้าที่ผลิต + รายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายใน |
|
สภาพเดิม + รายได้จากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น) |
|
|
( (สินค้าสำเร็จรูป ต้นงวด+ สินค้าสำเร็จรูปปลายงวด) |
|
|
|
2 |
กลุ่มวัดสภาพคล่อง (Liquidity Ratios)
Current ratio
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเป็นอัตราส่วนที่นิยมใช้กันมาก เป็นเครื่องชี้ฐานะทางการเงินระยะสั้นของกิจการ ดัชนีนี้เป็นการวัดอย่างหยาบแต่ก็สามารถช่วยตอบคำถามในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นหรือสภาพคล่องของกิจการได้ระดับหนึ่ง กล่าวคือ ในมุมมองของเจ้าหนี้ดัชนีนี้ยิ่งมีค่าสูงยิ่งดีแสดงถึงกิจการมีสภาพคล่องสูง มีสินทรัพย์สภาพคล่องที่สามารถเปลี่ยนมือเป็นเงินสดได้มากในกรณีที่มีปัญหาในเรื่องของการชำระหนี้ แต่สำหรับผู้บริหารแล้วอาจมองได้ว่ากิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนเกินความจำเป็นหรือไม่ เช่น มีสินค้ามากเกินไปทำให้มีต้นทุนในการจัดเก็บเพิ่มหรืออาจถือเงินสดมากโดยไม่มีความจำเป็น เป็นต้น ดังนั้นอัตราส่วนที่สูงจึงบอกได้แค่กิจการมีสภาพคล่องที่สูง ดังนั้นการพิจารณาอัตราส่วนนี้จึงไม่สามารถพิจารณาได้เพียงลำพัง ควรพิจารณาดูความเคลื่อนไหวของเงินทุนหมุนเวียนในอดีตควบคู่ไปด้วยซึ่งการวิเคราะห์ในลักษณะนี้จะเป็นเครื่องช่วยชี้บอกถึงความมั่นคงทางการเงินหรือความยุ่งยากทางการเงินที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้
| Current ratio = |
(สินทรัพย์หมุนเวียนต้นงวด+ สินทรัพย์หมุนเวียนปลายงวด) |
|
|
|
2 |
|
|
|
(หนี้สินหมุนเวียนต้นงวด+ หนี้สินหมุนเวียนปลายงวด) |
|
|
|
2 |
Acid ratio
อัตราส่วนสินทรัพย์คล่องตัว ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นเช่นเดียวกับอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน(Current ratio) แต่จะพยายามตัดสิ่งที่เป็นปัญหาในการเปลี่ยนเป็นเงินสดออก คือ สินค้าคงเหลือ จะพิจารณาเพียงสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเท่านั้น ซึ่งได้แก่ เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ อัตราส่วนนี้มีข้อสมมติฐานว่าถ้าต้องเลิกกิจการหรือหยุดดำเนินงานจำเป็นต้องขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ระยะสั้น มีสินทรัพย์อะไรบ้างที่พร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที ใช้พิจารณาควบคู่กับอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน
| Acid ratio = |
(เงินสด+เงินฝาก+ลูกหนี้การค้า+ตั๋วเงินรับ) ต้นงวด + (เงินสด+เงินฝาก+ลูกหนี้การค้า+ตั๋วเงินรับ) ปลายงวด) |
|
|
|
2 |
|
|
|
(หนี้สินหมุนเวียนต้นงวด+ หนี้สินหมุนเวียนปลายงวด) |
|
|
|
2 |
กลุ่มวัดความสามารถในการก่อหนี้ (Leverage Ratios)
Interest expense to sales ratio
เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถในการชำระค่าใช้จ่ายทางการเงินอันเนื่องมาจากการใช้เงินทุนโดยวิธีการก่อหนี้หรือภาระผูกพันกับสถาบันการเงินไม่รวมภาระผูกพันอื่นเช่น ค่าเช่าตามสัญญาเช่า เงินปันผลหุ้น เป็นต้น เปรียบเทียบกับยอดขายของกิจการ ซึ่งในที่นี้หมายถึง รายรับจากการขายสินค้าที่ผลิต รายรับจากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายในสภาพเดิม และ รายรับจากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น อัตราส่วนนี้แสดงถึงยอดขายจากการดำเนินงาน 1 บาท จะต้องนำไปจ่ายดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงินเท่าไร ถ้ามีค่าสูงแสดงว่าการจ่ายดอกเบี้ยอาจมีปัญหา เป็นเครื่องชี้ถึงความสามารถในการก่อหนี้ในอนาคตของกิจการด้วย
| Interest expense to sales ratio = |
(ดอกเบี้ย+ ส่วนลดจ่าย)
|
|
(รายรับจากการขายสินค้าที่ผลิต + รายรับจากการขายสินค้าที่ซื้อมาจำหน่าย |
|
ในสภาพเดิม + รายรับจากการให้บริการ ซ่อมแซมให้กิจการอื่น) |
Fixed assets to net worth ratio
ดัชนีนี้เป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างสินทรัพย์ระยะยาวของกิจการกับส่วนของเจ้าของ ดัชนีที่มีค่าต่ำจะดีกว่าดัชนีที่มีค่าสูง กล่าวคือการที่ดัชนีมีค่าต่ำจะหมายถึงกิจการมีส่วนของทุนมากกว่าสินทรัพย์ถาวร โดยทั่วไปแล้วดัชนีนี้ไม่ควรมีค่าเกิน 1 หรือ ร้อยละ 100
| Fixed assets to net worth ratio = |
Fixed assets
|
|
Net worth |
| โดยที่ Fixed assets = |
(สินทรัพย์ระยะยาวต้นงวด + สินทรัพย์ระยะยาว ปลายงวด) |
| |
|
|
|
2 |
|
|
| Net worth = |
( ส่วนของเจ้าของต้นงวด + ส่วนของเจ้าของ ปลายงวด) |
| |
|
|
|
2 |
Fixed assets to long-term capital
เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวกับแหล่งที่มาของเงินทุนระยะยาว ซึ่งก็คือในส่วนของ เจ้าของและหนี้สินระยะยาว ดัชนีนี้แสดงถึงแหล่งที่มาของเงินทุนว่าเหมาะสมกับการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวของ กิจการหรือไม่ หากดัชนีมีค่ามากกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม อาจหมายถึงสินทรัพย์ระยะยาวของบริษัทมาจากแหล่งเงินทุนระยะสั้นซึ่งจะเกิดการไม่สอดคล้องกันระหว่างแหล่งที่มาและแหล่งใช้ไปของเงินทุนของกิจการ แต่ถ้าหากดัชนีมีค่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอาจมองไปถึงการขยายการลงทุนในเครื่องจักร แต่ก็ต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะอุตสาหกรรมและแนวโน้มในอนาคต ตลอดจนประเภทของธุรกิจว่าเหมาะสมหรือมีความจำเป็นกับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหรือไม่ เป็นต้น
| Fixed assets to long - term capital = |
Fixed assets
|
|
( Net worth + Long term debt ) |
| โดยที่ Fixed assets = |
(สินทรัพย์ระยะยาวต้นงวด+ สินทรัพย์ระยะยาวปลายงวด) |
|
|
| 2 |
|
Net worth = |
(ส่วนของเจ้าของต้นงวด + ส่วนของเจ้าของปลายงวด ) |
|
|
|
2 |
|
Long term debt = |
(หนี้สินระยะยาวต้นงวด + หนี้สินระยะยาวปลายงวด ) |
|
|
|
2 |
Net worth to total liabilities and net worth ratio
เป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างแหล่งใช้ไปของเงินทุนของกิจการว่าเป็นส่วนของทุนหรือส่วนของเจ้าของเท่าไร ถ้าดัชนีตัวนี้สูงมาก อาจมองได้ว่าเป็นกิจการครอบครัวที่ยังใช้แหล่งเงินจากเจ้าของกิจการอยู่ หรืออาจมองไปถึงการไม่มีประสิทธิภาพในการจัดหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่านี้ได้ หรืออาจมองไปถึงเครดิตของกิจการ
| Net worth to total liabilities and net worth ratio = |
Net worth
|
|
Total liabilities and net worth |
| โดยที่ Net worth = |
(ส่วนของเจ้าของต้นงวด + ส่วนของเจ้าของปลายงวด) |
|
|
| 2 |
| Total liabilities and net worth = |
(หนี้สินรวม + ส่วนของเจ้าของรวม)ต้นงวด+ (หนี้สินรวม + ส่วนของเจ้าของรวม)ปลายงวด |
|
|
|
2 |
Debt to equity ratio
อัตราส่วนแห่งหนี้เป็นอัตราส่วนวัดเงินทุนรวมของกิจการที่จัดหามาในรูปของหนี้ เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าการก่อหนี้ของกิจการมีขีดจำกัดและปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดนี้มีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น เสถียรภาพของยอดขาย ความคล่องตัวของสินทรัพย์ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสด ประเภทธุรกิจ เป็นต้น ถ้าดัชนีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม จะเป็นอันตรายต่อเจ้าหนี้และตัวกิจการเอง กล่าวคือถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นซึ่งถือเป็นเกราะคุ้มกันให้เจ้าหนี้มีน้อยแล้วในกรณีที่กิจการล้มละลาย สินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการที่มีอยู่มักจะจำหน่ายได้ต่ำกว่ามูลค่าที่ปรากฎตามบัญชี เพราะถ้าขายเร็วต้องขายในราคาต่ำ ดังนั้นเจ้าหนี้อาจได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ส่วนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับกิจการได้คือถ้ารายได้ไม่เป็นไปตามที่คาดคะเนไว้ กิจการมีโอกาสประสบผลขาดทุนได้ง่ายเพราะต้องแบกภาระในรูปของดอกเบี้ยไว้สูง ในกรณีตรงกันข้าม การที่กิจการมีอัตราส่วนแห่งหนี้ต่ำเกินไปก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน เพราะนอกจากจะแสดงถึงเครดิตของกิจการไม่ดีแล้วยังทำให้การขยายตัวเป็นไปอย่างเชื่องช้าอีกด้วย เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมจะช่วยให้กิจการมีเกณฑ์ที่สามารถวิเคราะห์หรือตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
| Debt to equity ratio = |
Total liabilities
|
| Net worth |
ดัชนีชี้วัดสถานภาพของสถานประกอบการ (Performance Ratios) 
Amount of production per employee
คือดัชนีมูลค่าขายของสินค้าที่ผลิตต่อจำนวนแรงงานทั้งหมด แสดงถึงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานแต่ละคนเมื่อเทียบกับมูลค่าขายของสินค้าที่ผลิตได้ เป็นการวัดประสิทธิภาพแรงงานในเชิงมูลค่า กล่าวคือ แรงงาน 1 คน สามารถสร้างยอดขายของสินค้าที่ผลิตให้กิจการเป็นมูลค่าเท่าไร ดัชนีตัวนี้ถ้ามีค่าสูงจะดี ถ้าน้อยจะแสดงถึงประสิทธิภาพแรงงานต่ำ อย่างไรก็ตามมีข้อระวังในการตีความหมาย กล่าวคือ การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของมูลค่าขายของสินค้าที่ผลิตอาจไม่ได้มาจากประสิทธิภาพแรงงานแต่อาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงราคาขายหรือปริมาณขายได้ หากใช้มูลค่าเพิ่มวิเคราะห์การตีความหมายจะถูกต้องมากกว่าเพราะมูลค่าเพิ่มคือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมของหน่วยงานที่เพิ่มให้กับสิ่งที่ซื้อมาจากภายนอก ดังนั้นการพิจารณาร่วมกับดัชนีตัวอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกันจะช่วยยืนยันและเกิดความถูกต้องมากขึ้น
| Amount of production per employee = |
รายรับจากการขายสินค้าที่ผลิต
|
|
จำนวนแรงงานทั้งหมด
|
Amount of processing per employee
เป็นการวัดการผลิตภาพแรงงานเชิงมูลค่าเพิ่ม (Value-added Productivity) ดัชนีนี้จะบอกถึงประสิทธิภาพของแรงงานหนึ่งหน่วยในการทำให้เกิดผลประโยชน์ที่เกิดจากกระบวนการผลิตหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องออกแล้ว ถ้าดัชนีนี้มีค่าสูงแสดงถึงประสิทธิภาพของแรงงานต่อมูลค่าที่เกิดจากกระบวนการผลิตสุทธิสูง อย่างไรก็ตาม การพิจารณาควรดูควบคู่ไปกับ Amount of production per employee
| Amount of processing per employee = |
(รายรับจากการขายสินค้าที่ผลิต - ค่าวัตถุดิบ - ค่าชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ใช้
|
| |
ในการผลิต - ค่าจ้างเหมาจ่ายที่จ้างหน่วยงานภายนอกผลิต)
|
|
จำนวนแรงงานทั้งหมด |
Amount of processing ratio
เป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าการขายสุทธิกับมูลค่าการขายสินค้าที่ผลิต ดัชนีนี้จะบอกถึงความมีประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ ค่าวัตถุดิบ ค่าชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใช้ในการผลิต และค่าจ้างเหมาจ่ายที่จ้างหน่วยงานภายนอกผลิต กล่าวคือ ถ้าดัชนีมีค่ามากแสดงถึง กิจการมีประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายดังกล่าว และจะดียิ่งขึ้นถ้าค่านี้อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ในกรณีตรงข้าม หากดัชนีนี้มีค่าน้อยแสดงถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นการช่วยตรวจสอบจุดรั่วไหลของค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นของกิจการได้อีกทางหนึ่ง
| Amount of processing ratio = |
(รายรับจากการขายสินค้าที่ผลิต - ค่าวัตถุดิบ - ค่าชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ใช้
|
| |
ในการผลิต - ค่าจ้างเหมาจ่ายที่จ้างหน่วยงานภายนอกผลิต)
|
|
รายรับจากการขายสินค้าที่ผลิต
|
Personal expense to amount of processing ratio
ดัชนีของค่าตอบแทนแรงงานทั้งหมดต่อมูลค่าเพิ่ม ดัชนีนี้ใช้พิจารณาควบคู่กับ Amount of processing per employee เป็นการพิจารณาจัดสรรเงินให้พนักงาน คือ ส่วนแบ่งของพนักงานที่ได้รับจากมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในกิจการ หรือแสดงถึงค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายให้แก่พนักงานในรูปของ เงินเดือน โบนัส และสวัสดิการต่างๆ เทียบกับมูลค่าเพิ่มที่พนักงานร่วมกันสร้างขึ้น หากดัชนีมีค่าสูง แสดงว่ามูลค่าเพิ่มในกิจการถูกจัดสรรไปสู่พนักงานมาก ซึ่งก็หมายถึงว่าส่วนของการดำเนินงานหรือส่วนที่เจ้าของทุนได้รับจะต่ำ อาจใช้ดัชนีนี้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเรื่องนโยบายค่าจ้างแรงงานของกิจการได้อีกทางหนึ่ง
| Personal expense to value added ratio = |
ค่าตอบแทนแรงงานทั้งหมด
 
|
|
รายรับจากการขายสินค้าที่ผลิต - ค่าวัตถุดิบ - ค่าชิ้นส่วนต่าง ๆ |
|
ที่ใช้ในการผลิต - ค่าจ้างเหมาจ่ายที่จ้างหน่วยงานภายนอกผลิต) |
Efficiency of machinery investment Ratio
ประสิทธิภาพการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ คือดัชนีมูลค่าเพิ่มต่อมูลค่าสินทรัพย์ประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ แสดงถึงการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเครื่องจักรอุปกรณ์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด หรือมีการใช้เครื่องจักรได้เต็มที่หรือไม่ หากดัชนีมีค่าน้อย แสดงว่าเครื่องจักรที่มีอยู่นำมาใช้ในการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ในกรณีนี้อาจเกิดจากการลงทุนในเครื่องจักรมากเกินกว่าการผลิตจริง หรือมีการจัดการเครื่องจักรไม่ดีพอ ตลอดจนการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ไม่ถูกวิธี จึงทำให้ผลิตได้ไม่เต็มที่ อนึ่งการวัดประสิทธิภาพการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ต้องพิจารณาประกอบกับการหมุนเวียนของเครื่องจักรและอุปกรณ์และดัชนีตัวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
| Efficiency of machinery investment ratio = |
(รายรับจากการขายสินค้าที่ผลิต - ค่าวัตถุดิบ - ค่าชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ใช้ |
| ในการผลิต - ค่าจ้างเหมาจ่ายที่จ้างหน่วยงานภายนอกผลิต)
|
|
ค่าเฉลี่ยมูลค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต
|
Value of machines per employee
ความเข้มข้นในการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์แสดงถึงความสัมพันธ์ของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินงานต่อจำนวนพนักงานว่ามีความเหมาะสมเพียงใดและความเหมาะสมดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับประเภทของ อุตสาหกรรมด้วย เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นทุนในการดำเนินงาน (Capital Intensive) ก็จะมีค่าของดัชนีตัวนี้สูงกว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอที่จัดเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานในการดำเนินงาน (Labor Intensive) ดังนั้นการที่บริษัทแผงวงจรไฟฟ้ามีดัชนีตัวนี้ที่มีค่าสูงกว่าบริษัทเสื้อผ้าสำเร็จรูป ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทแผงวงจรไฟฟ้ามีการลงทุนที่มากเกินไป เป็นต้น
| Value of machines per employee = |
ค่าเฉลี่ยมูลค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต
|
|
จำนวนแรงงานทั้งหมด |
Material cost to production value ratio
เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงสัดส่วนค่าวัตถุดิบต่อมูลค่าสินค้าที่ผลิต ในกรณีที่ค่าดัชนีนี้มีค่าสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขในอดีตหรือค่าเฉลี่ยของกิจการ อาจเกิดจากกระบวนการจัดหาวัตถุดิบไม่มีคุณภาพหรือมีความเสียหายจากการจัดเก็บไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามวัตถุดิบถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ การปล่อยให้ค่าวัตถุดิบสูงเกินไปก็จะมีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ และกำไรของกิจการในที่สุด โดยควรพิจารณาควบคู่กับ raw materials turnover หรือ material cost ratio
| Material cost to production value ratio = |
ค่าวัตถุดิบ
|
|
มูลค่าสินค้าที่ผลิต |
Labor cost to production value ratio
เป็นอัตราส่วนที่แสดงสัดส่วนค่าตอบแทนแรงงานทางตรงต่อมูลค่าสินค้าที่ผลิตดัชนีสามารถบอกถึงความเข้มข้นของแรงงานในกระบวนการผลิตได้ ในกรณีที่มีการปรับขึ้นค่าแรงอาจทำให้อัตราส่วนนี้สูงขึ้นแต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผลลบของกิจการเสมอไปเพราะต้องพิจารณาคู่กับ Amount of processing per employee การเพิ่มขึ้นของ Labor cost to production value ratio น้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของ Amount of processing per employee ถือว่ากิจการมีประสิทธิภาพของแรงงานที่ดีเมื่อเทียบกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น
| Labor cost to production value ratio = |
(ค่าตอบแทนแรงงานประจำในโรงงาน + ค่าตอบแทนแรงงานชั่วคราว)
|
|
มูลค่าสินค้าที่ผลิต |
การวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดการเพิ่มผลผลิต (Analysis of Productivity Index)
การวิเคราะห์ดัชนีมูลค่าเพิ่มในระดับกิจการ สามารถทำการวิเคราะห์ได้ 3 รูปแบบ คือ
- การวิเคราะห์สถานะในปัจจุบันของกิจการ
- การวิเคราะห์กับข้อมูลในอดีต
- การเปรียบเทียบกับ เป้าหมายของกิจการ ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม และคู่แข่งขัน
การวิเคราะห์สถานะในปัจจุบันของกิจการ เพื่อให้ผู้บริหารทราบจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง หาสาเหตุของปัญหาหรือจุดด้อยในกิจการเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในอนาคต เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ Factor Analysis หรือการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของแต่ละดัชนี เพื่อนำไปสู่สาเหตุของปัญหาหรือปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อดัชนีนั้น
การวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต การวิเคราะห์แบบนี้ทำให้ผู้บริหารทราบว่าการบริหารทรัพยากรของบริษัทในอดีตที่ผ่านมามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงใด มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือถดถอยอย่างไร นอกจากนี้ผู้บริหารสามารถนำมาเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในการคาดการณ์แนวโน้มของบริษัทได้อีกด้วย วิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เนื่องจากเป็นข้อมูลที่อยู่ภายในบริษัทเอง การวิเคราะห์แนวโน้ม โดยการใช้ข้อมูลในอดีต สามารถเปรียบเทียบโดยใช้ กราฟเส้น (Line Chart) กราฟพื้นที่ (Area Chart) หรือ กราฟแท่ง (Bar Chart)
การวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมหรือคู่แข่งขัน การวิเคราะห์ในรูปแบบสุดท้ายนี้เพื่อให้บริษัทกำหนดกลยุทธ์เพื่อสร้างความสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ตนเองอยู่ได้ โดยเมื่อผู้บริหารทราบถึงสถานะของตนเองในกลุ่มอุตสาหกรรมว่าเป็นผู้นำหรือเป็นผู้ตามในด้านใดก็สามารถนำมากำหนดกลยุทธ์และวางแผนเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในอนาคตได้ การวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมจะใช้กราฟเรดาห์ (Radar Chart) มาเป็นเครื่องมือในการพิจารณา
โดยสรุปแล้วดัชนีทั้ง 3 กลุ่มข้างต้นจะให้ความสำคัญในด้านอุปทาน (Supply Side) โดยพิจารณาในรูปของค่าเฉลี่ยของ 13 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม และเนื่องจากโครงการนี้เริ่มต้นจัดเก็บข้อมูลเพียงปี 2541 เท่านั้นทำให้มีข้อมูลด้านรายได้ ต้นทุนการผลิต และด้านแรงงานไม่เพียงพอในการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างปี ดัชนีที่ได้จึงอยู่ในรูปของอัตราส่วน หากในอนาคตสามารถจัดเก็บได้ต่อเนื่องระยะเวลาหนึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเป็นดัชนีชี้วัดสถานภาพสถานประกอบการที่สมบูรณ์ต่อไป